โครงการ “รักน้ำ” พลิกฟื้นปัญหาน้ำชุมชน สู่การจัดการอย่างยั่งยืน 

ตัวอย่างความสำเร็จ และองค์ความรู้สำหรับชุมชนทั่วประเทศ 

 

“น้ำ” คือทรัพยากรที่จำเป็นต่อชีวิต แต่ในหลายปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยประสบปัญหาน้ำแบบสุดขั้ว คือ หน้าแล้งแล้งมาก หน้าฝนก็เกิดน้ำท่วม อันเกิดจากหลายปัจจัย อาทิ ปัญหาโลกร้อน สภาพอากาศแปรปรวน และการขาดการบริหารจัดการน้ำที่ดี ส่งผลให้ในระยะหลังๆ ปริมาณน้ำที่สามารถเก็บกักไว้ในเขื่อนลดลง โดยในประเทศไทย ปริมาณฝนตกเฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 754,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ความแปรปรวนของฝนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 9 เป็นร้อยละ 24 ในปัจจุบัน อีกทั้งปริมาณฝนที่ไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำมีเพียงร้อยละ 5.7  สวนทางกับความต้องการการใช้น้ำในประเทศที่เพิ่มขึ้นทุกปี ดังนั้น การอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำจึงเป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ควรลุกขึ้นมาแล้วลงมือทำ

จากพันธกิจของกลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย ด้านการสร้างความยั่งยืนให้กับ “น้ำ” ที่เป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเครื่องดื่ม ผ่านกรอบการทำงาน 3 R’s คือ Reduce โคคา-โคลาลดการใช้น้ำ ณ โรงงานทั้ง 7 แห่ง Recycle นำน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิตเครื่องดื่มมาบำบัดจนได้น้ำสะอาด เพื่อนำกลับมาใช้ในกิจกรรมอื่นๆ ในโรงงาน ลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำภายนอกของชุมชน และสุดท้ายคือ Replenish คืนน้ำกลับสู่ชุมชนและธรรมชาติ ในปริมาณเทียบเท่ากับปริมาณที่ใช้ในการผลิตเครื่องดื่ม ซึ่งนี่ คือที่มาของโครงการ “รักน้ำ”

โครงการรักน้ำ ริเริ่มขึ้นในปี 2550 เพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำชุมชนในพื้นที่ที่โคคา-โคลาใช้น้ำในการผลิตเครื่องดื่ม โดยปัจจุบันมีการดำเนินงานในพื้นที่ 6 จังหวัด ได้แก่ ลำปาง ขอนแก่น บุรีรัมย์ นครสวรรค์ สุราษฎร์ธานี และปทุมธานี ภายใต้ความร่วมมือกับพันธมิตร อาทิ มูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (องค์การมหาชน) สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน และมูลนิธิป่า-ทะเลเพื่อชีวิต และมีหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญคือเครือข่ายชุมชนในพื้นที่ หน่วยงานภาครัฐระดับท้องถิ่น ตลอดจนกลุ่มผู้บริหาร พนักงาน ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายอย่างบริษัทไทยน้ำทิพย์ จำกัด และบริษัท หาดทิพย์ จำกัด (มหาชน) ที่มีความใกล้ชิดกับชุมชน โดยน้อมนำแนวพระราชดำริการบริหารจัดการน้ำชุมชนมาใช้ เน้นการทำงานโดยอาศัยความชำนาญและองค์ความรู้ แบบร่วมแรงร่วมใจ เริ่มจากรับฟังปัญหาของชุมชน หาแนวทางแก้ไขร่วมกัน และส่งเสริมให้ชุมชนดำเนินการบริหารจัดการน้ำด้วยตัวพวกเขาเอง 

สำหรับชุมชนต่างๆ ใน 6 จังหวัดแล้ว “น้ำ” ไม่ใช่ปัญหาของพวกเขาอีกต่อไป แม้จะประสบปัญหาน้ำในอดีต แต่ปัจจุบันมีการบริหารจัดการน้ำชุมชนอย่างยั่งยืน ภายใต้โครงการ “รักน้ำ” ที่สามารถเป็นตัวอย่างให้ชุมชนอื่นๆ แก้ปัญหาในแนวทางที่คล้ายคลึงกัน 

 

“ปัญหาน้ำแล้งและน้ำหลาก”

ชุมชนบ้านลิ่มทอง อำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ ประสบปัญหาน้ำแล้งและน้ำหลาก อีกทั้งอยู่ห่างไกลจากแหล่งน้ำธรรมชาติและระบบชลประทาน ทำให้การทำนาและเพาะปลูกพืชอื่นๆ มีผลผลิตและรายได้ไม่พอเพียง ชาวบ้านจำนวนมากต้องอพยพไปทำงานในพื้นที่อื่น โคคา-โคลา และมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เข้าไปส่งเสริมการขุดสระแก้มลิง ทำคลองส่งน้ำ ถนนน้ำเดิน ด้วยการสละที่ดินส่วนตัวของชาวบ้าน เพื่อประโยชน์ส่วนรวม 

ปัจจุบัน ชาวบ้านสามารถทำนาปี ส่วนหน้าแล้งก็ทำเกษตรผสมผสานที่ใช้น้ำน้อย นอกจากนี้ ยังมีการทำเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า อาทิ ไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก สร้างรายได้หมุนเวียน ปัจจุบัน ชาวบ้านไม่ต้องอพยพไปทำงานต่างถิ่น ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้า มีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 2.8 เท่าจากการเกษตร มีเงินใช้หนี้ ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น นอกจากนี้ ยังเกิดความเข้มแข็งในชุมชนภายใต้เครือข่ายการบริหารจัดการน้ำบ้านลิ่มทอง และขยายองค์ความรู้ไปถึง 59 ชุมชนรอบข้างใน 8 ตำบล ได้แก่ ตำบลหนองโบสถ์ ตำบลชุมแสง ตำบลทุ่งแสงทอง ตำบลนางรอง ตำบลลำไทรโยง ตำบลบ้านสิงห์ ตำบลหนองโสน และตำบลหนองกง มีสระแก้มลิง รวม 61 สระ สามารถเพิ่มปริมาณน้ำกักเก็บได้มากกว่า 985,000 ลบ.ม. สร้างประโยชน์ให้กับพื้นที่เกษตรรวม 57,307 ไร่ ประชาชน 23,857 คน 6,436 ครัวเรือน 

ชุมชนบึงชำอ้อ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี พื้นที่ในระบบชลประทาน เมื่อประสบปัญหาน้ำแล้ง เกษตรกรที่มีอาชีพหลักคือ ทำนา ต้องงดทำนาชั่วคราว และปรับเปลี่ยนการเกษตรมาปลูกพืชผสมผสาน และปลูกพืชอื่นๆ ซึ่งสามารถสร้างรายได้ตลอดทั้งปี เช่น ข้าวโพด กล้วย พริก มะนาว ตะไคร้ เป็นต้น ร่วมกับการพัฒนาโครงสร้างน้ำที่มีอยู่เดิม เพื่อกักเก็บ กระจายน้ำและบริหารน้ำ เช่น การขุดลอกคลองระบายน้ำ คลองส่งน้ำ และคลองซอย การซ่อมแซมบ่อน้ำและประตูระบายน้ำ รวมทั้งใช้เรือดูดเลนเพิ่มการกักเก็บน้ำในร่องสวน สามารถกักเก็บกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่ร่องสวน 22,632 ไร่ เกิดการบริหารจัดการน้ำเพื่อการเกษตรทั้งระบบ 29,000 ล้านลบ.ม. สามารถสร้างรายได้ให้กองทุนปาล์มน้ำมันปีละกว่า 2 แสนบาท ผู้ได้รับประโยชน์ 6,473 ครัวเรือน 21,734 คน พื้นที่การเกษตร 52,000 ไร่

ชุมชนบางเคียน อำเภอชุมแสง จังหวัดนครสวรรค์ เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่ประสบปัญหาน้ำแล้งและน้ำหลากท่วมซ้ำซากทุกปี เพราะตั้งอยู่บริเวณจุดเชื่อมต่อระหว่างแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำยม และแม่น้ำน่าน ถึงแม้จะมีคลอง หนองน้ำสาธารณะ และประตูควบคุมระดับน้ำกระจายอยู่ทั่วพื้นที่กว่า 40 จุด แต่ก็ไม่สามารถบริหารจัดการน้ำด้เต็มประสิทธิภาพ เนื่องจากคลองและหนองตื้นเขิน อีกทั้งประตูควบคุมระดับน้ำชำรุดเสียหาย โครงการรักน้ำจึงเข้าไปช่วยเหลือและทำงานร่วมกับชาวบ้านด้วยการพัฒนาหนองสาธารณะเพื่อกักเก็บเป็นน้ำสำรองใช้ในฤดูแล้ง พร้อมซ่อมแซมประตูควบคุมระดับน้ำ ผลการดำเนินงานสามารถกระจายน้ำเข้าสู่พื้นที่การเกษตร ทำให้พื้นที่ 49,017 ไร่ ประชาชน 4,545 คน จาก 1,556 ครัวเรือนได้รับประโยชน์ 

 

“ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ” 

ชุมชนในพื้นที่ลุ่มน้ำคลองยัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี  มีทั้งส่วนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ และนอกพื้นที่ป่าอนุรักษ์จึงมีการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรในพื้นที่ลุ่มน้ำ ซึ่งหากชาวบ้านไม่รู้จักวิธีการใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน จะส่งผลให้ทรัพยากรพื้นที่ลุ่มน้ำเสื่อมโทรมลงอย่างรวดเร็ว  ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลัก เกิดการบุกรุกป่าเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกให้ได้ผลผลิตมาก มีการใช้สารเคมีในการเกษตร เมื่อฝนตกจะชะล้างสารเคมีและหน้าดินลงสู่ลุ่มน้ำคลองยัน ประกอบกับปัญหาน้ำแล้งและน้ำหลาก 

กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย มูลนิธิป่า-ทะเลเพื่อชีวิตและชุมชน จึงร่วมกันทำงานอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ โดยการสร้างฝายชะลอน้ำ และทำระบบประปาภูเขา ในอำเภอวิภาวดีและคีรีรัฐนิคม เพื่อฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ป้องกันน้ำท่วมในหน้าน้ำหลาก ขาดแคลนน้ำในหน้าแล้ง โดยการสร้างฝายชะลอน้ำในลำห้วย  ลำธารที่เป็นสายน้ำสาขา ณ บริเวณที่เป็นต้นน้ำหรือพื้นที่ที่มีความลาดชันสูง ช่วยทำให้พืชสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ช่วงที่น้ำไหลแรงก็สามารถชะลอการไหลของน้ำให้ช้าลง และกักเก็บตะกอนดิน ทรายไม่ให้ไหลลงไปในบริเวณลุ่มน้ำตอนล่าง โดยน้ำที่กักเก็บไว้จะซึมเข้าไปในดินทำให้ความชุ่มชื้นแผ่ขยายออกไปทั้งสองข้าง  สามารถฟื้นฟูป่าต้นน้ำให้อุดมสมบูรณ์ มีการทำเขตรักษาพันธุ์สัตว์น้ำ (วังปลา) เพื่อรักษาคุณภาพน้ำในลำน้ำคลองยัน อนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ  ทำให้สัตว์อุดมสมบูรณ์ และการใช้วิทยุสื่อสาร(ซีบี) ภาคประชาชน เพื่อสื่อสารก่อนที่จะเกิดอุทกภัย ลดความสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินยามภัยมาและสื่อสารช่วยเหลือหลังภัยมา

ปัจจุบัน ประชาชนในอำเภอคีรีรัฐนิคม และอำเภอวิภาวดี รวม 21,447 คน จาก 9,597 ครัวเรือน ได้รับประโยชน์ทางตรงจากน้ำที่มีใช้ทั้งปี  รวมถึงผลกระทบและความรุนแรงของภัยธรรมชาติที่ลดลงด้วย ที่สำคัญคือ มีการขยายองค์ความรู้จากเริ่มต้น 15 ชุมชน ไปสู่กว่า 37 ชุมชนในปัจจุบัน


ชุมชนบ้านแม่ตาลน้อย จังหวัดลำปาง ประสบปัญหาน้ำแล้ง น้ำหลาก และการทับถมของดินตะกอน ทำให้อ่างเก็บน้ำแม่ตาลน้อย ซึ่งเป็นแหล่งน้ำหลักของชุมชนมีสภาพตื้นเขิน ความสามารถในการเก็บกักน้ำลดลง อันเนื่องมาจากการตัดไม้ทำลายป่าในอดีต และความเข้าใจผิดในการหาของป่าด้วยการเผา ทำให้ขาดพืชคลุมดิน ส่งผลให้เมื่อฝนตกหนัก เกิดการชะล้างตะกอนทรายจากภูเขาไหลลงสู่ลำห้วย และไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำ แนวทางแก้ไขคือ การอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ ด้วยการสร้างฝายชะลอน้ำ เพื่อ ดักตะกอนที่อาจไหลลงอ่างเก็บน้ำ และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับป่าต้นน้ำ ควบคู่กับการสร้างแนวกันไฟ กำหนดขอบเขตพื้นที่ป่าอนุรักษ์ จากการดำเนินงาน ปัจจุบัน สามารถสำรองน้ำเพิ่มขึ้นได้เฉลี่ย 1,486 ล้านลิตรต่อปี และเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับป่าต้นน้ำและช่วยป้องกันตะกอนไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำแม่ตาลน้อยได้กว่า 120,000 ตัน (หรือเฉลี่ย 20,157 ตัน/ปี) มีผู้ได้รับประโยชน์ทางตรงรอบพื้นที่อ่างเก็บน้ำแม่ตาลน้อยกว่า 600 คนจาก 150 ครัวเรือน 

 

 

“ปัญหาขาดแคลนน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคบริโภค”

ชุมชนบ้านท่าสวรรค์ และบ้านโนนข่า จังหวัดขอนแก่น ในอดีตประสบปัญหาขาดแคลนน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคจากภัยแล้งและน้ำในพื้นที่ไม่สะอาด เมื่อโคคา-โคลา และสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ได้เข้าไปสนับสนุนการทำระบบประปาแสงอาทิตย์เพื่อการอุปโภคบริโภค และการเกษตร ปัจจุบัน ชุมชนสามารถใช้ประโยชน์จากน้ำได้เต็มที่ในรูปแบบ “น้ำเพื่อสุขภาพและรายได้” คือ มีน้ำสะอาดใช้อย่างอุดมสมบูรณ์ ประหยัดค่าไฟฟ้าจากระบบประปาเดิมได้เดือนละหลายพันบาท ทั้งยังสร้างรายได้เพิ่มเติมจากการเกษตร ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 37,867 บาท หรือ 3,155 บาทต่อเดือน และลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน (จากการซื้อผักบริโภค) เฉลี่ย 600 บาท ต่อเดือน ชุมชนบ้านโนนข่ายังส่งต่อน้ำประปาไปยังอีก 2 หมู่บ้านข้างเคียง รวมกว่า 447 ครัวเรือน สร้างประโยชน์ให้กับประชากร 81,395 คน 


ปัจจุบัน แม้กลุ่มธุรกิจโคคา-โคลา ในประเทศไทย จะสามารถคืนน้ำกลับสู่ชุมชนและธรรมชาติได้ร้อยละ 360   เกินกว่าปริมาณที่ใช้ในการผลิตเครื่องดื่ม และคนไทยกว่า 1 ล้านคนได้รับประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมผ่านโครงการ “รักน้ำ” แล้ว แต่โคคา-โคลา และพันธมิตรก็ยังคงสานต่อการส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำชุมชน และกระตุ้นให้ชุมชนอื่นๆ นำองค์ความรู้และตัวอย่างของชุมชนภายใต้โครงการฯ มาดำเนินรอยตาม ด้วยการลงมือทำ.....เพราะปัญหาน้ำเกิดจากหลายปัจจัย และเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ แต่หากทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน บริหารจัดการน้ำในท้องถิ่นของตนเอง ปัญหาก็ย่อมจะบรรเทา และเป็นการเดินหน้าพัฒนาทรัพยากรน้ำและประเทศอย่างยั่งยืน